วันนี้รู้สึกเซ็งๆ และ เหงาๆมากๆ หลังจากเมื่อกี้ไม่ถึงครึ่งชั่วโมงที่ผ่านมาเหมือนเจอกับอะไรบางอย่างที่มองไม่เห็นในบ้านของเรา
ความจริงมันก็ไม่ได้แปลกอะไรหรอกนะ เพราะ ที่บ้านของเราก็มีคนเจอมานักต่อนัก แม้แต่เราเองก้เถอะ เจอมาไม่รู้กี่ครั้งแล้วด้วยซ้ำ
แต่วันนี้อยากเขียนเล่าเอาไว้ เพื่อประมวลผลเหตุการณ์ทั้งหลายที่เราเจอในบ้านของเรานี้ เอาเท่าที่จำได้ตั้งแต่สร้างบ้านนี้ขึ้นมา
ตอนนั้นยังมีปัญหาเรื่องแบบเปล็น และ ที่ดิน บ้านก้ยังไม่เป็นรูปเป็นร่างเท่าไหร่ แต่มีหลังคามีข้างฝา ให้เข้ามาอยู่ได้ ตอนนั้นเพื่อนน้าชาย
มานอนก้เจอคนใส่ชุดไทย สวยงามมาก เดินออกมาจากเสา แล้วบอกว่าไปซะ อย่ามานอน จนต้องเปิดเปิงไปกลางดึก
หลังจากนั้นเราเข้ามานอนกับแม่ สมัยเรียน ม.1 เห้นจะได้ ยังนอนกลางมุ้งอยู่เลยเพราะบ้านเพิ่งจะเสร็จ เราก้เห็นคนแก่นั่งล้อมวงเล่นหมากรุกปลายที่นอน
หลังจากนั้นคนใกล้เคียงก้ยังเห็นอยุ่เนืองนิตย์ บ้างก้เห็นคนยืนหวีผมที่หน้าต่างห้องนอนเก่าของเราชั้นบน หน้าตาเหมือนแม่เราทั้งที่ตอนนั้นแม่ก้ยังไม่ตายด้วยซ้ำ
น้าสะใภ้ของเราเคยลงมาเข้าห้องน้ำตอนดึก เห้นกับตาเลยว่ามีคนเดินนำหน้าลงมาก่อนทำเอาเธอขนหัวลุก หายปวดไปเลย
ตอนประมาณ ม.ปลาย เราเคยเดินขึ้นบ้าน ยังไม่ได้เปิดไฟบนบ้าน จะขึ้นไปเปิดไฟ แต่มีแสงสะท้อนจากข้างล่างให้พอมองเห็น
เราเห้นคนแก่ ชะโงกหน้าออกมายิ้มให้เรา แต่ตอนนั้นคิดว่าคงเป็นตาเพราะลักษณะหน้าตาและ การยิ้มที่เราเห็นเหมือนมาก
ครั้งนึงเคยอยู่บ้าน 3 คน มีเรา น้าสะใภ้ และน้องดูหนังกันอยู่ข้างล่างแต่มีเสียงคนเดินบนบ้าน นานมาก จนเราต้องขึ้นไปเปิดไฟดุ ปรากฏว่าไม่มีอะไร
น้องสาวคนที่สองเลือกที่จะมาอาศัยนอนห้องเราตั้งแต่เล้ก จนมันไปอยู่ที่อื่น ก็ด้วยเหตุผลที่ว่าเห้นคนนั่งอยุ่บนตู่เสื้อผ้าในห้องมันกลางดึก
หลังจากที่แม่เราตายไป ห้องนอนเก่าเราก้ไม่ได้ขึ้นไปนอนอีก เลยแลกห้องกับป้าเพราะเราลงมานอนห้องแอร์
กระดูกแม่ กับ พ่อเรา จะอยู่ในห้องที่ป้านอนนั่นแหละ เพราะแม่เคยสั่งไว้ว่า แม่ตายอย่าเอากระดุกไปไหน แม่จะอยุ่ที่นี่เพราะแม่รักบ้านนี้
ป้า ก้เห็นแม่เรามาหาหลายครั้ง ทั้งๆที่ป้าเองเป็นคนไม่เชื่อเรื่องผี...
เมื่อไม่เกิน 4 เดือนที่ผ่าน้าชายเราเห็นเด็กหัวจุกกระโดดลงมาจากหน้าต่างกลางดึก...
แล้วช่วงที่เรายังไม่ได้ ทำงาน กลางวันที่อยู่บ้านคนเดียว ก้จะรุ้สึกว่า ในบ้านมีคนอยู่ด้วย บางทีก้มีเสียงคนเดินขึ้นบันได คนเดินบนบ้าน ยังไงบอกไม่ถุก
และเมื่อกี้นี้เอง ล่าสึด ขณะนี้เวลา 19.30 เมื่อกี้ ประมาร 18.30 เรานั่งเล่นเน้ตอยุ่คนเดียวในบ้าน ยังไม่ได้เปิดไฟข้างนอกสักดวง เพราะเราอยู่ในห้องนอนเรา
ได้ยินเสียง คนกระโดดบนบ้าน ดังมาก 2-3 ครั้ง จนทนไม่ได้ ต้องเดินออกไปเปิดไฟ และ ขึ้นไปเปิดไฟ เปิดห้องข้างบนดู ก้ไม้มีวี่แววของแมว หรือ ใครแต่อยางใด
เพราะแมวเปอร์เซียร์ที่บ้าน ร้อยวันพันปี ไม่เคยกระโดดร้องเหมียวๆ ยังนับครั้งได้ด้วยซ้ำ...เราเลยคิดว่าแน่แล้วแหละ
จากการศึกษาเรื่องไตรภูมิพระร่วงของเรา ทำให้เรารู้ว่า ในมนุษยภูมินี้ ยังมี สัตว์นรก อีก 3 จำพวกที่อยุ่ปะปนกับเรานั่นคือ...
เดรัจฉาน อันได้แก่ พวกสัตว์ ที่ลำตัวขนานกับพื้นโลก
เปรต อันได้แก่ ดวงวิญญาณที่ต้องหิวโหยชั่วกัปชั่วกัลปืเพราะกิเลส อันได้แก่ ความโลภ โกรธ และ หลง
อสุรกาย อันได้แก่ วิญญาณที่ต้องทุกข์ทรมาน เพราะกรรมชั่วเช่นเดียวกับเปรต แต่มีบางอย่างที่แตกต่างกัน
เปรตและ อสุรกายจะร้องขอส่วนบุญอยุ่เนืองนิตย์ จะไม่สามารถ ได้เสวยบุญของผุ้อื่นได้ นอกจากบุญของญาติตัวเองที่จะส่งมาถึง นั่นเป็นเหตุผล
ที่คำถวายทาน จะลงท้ายว่า เพื่อประโยชน์และ ความสุขแก่ข้าพเจ้าทั้งหลาย และ แก่ญาติทั้งหลาย...เพราะ ญาติของเราที่อยุ่เป็นเปรตและ อสุรกาย
จะรอส่วนบุญจากของเราเท่านั้น....
และนี่คือเหตุผลที่เราเลือกสวดมนตืไหว้พระ ในตอนกลางคืน ยิ่งดึกยิ่งชอบ เพราะรุ้สึกว่าการที่เราสวดมนต์ไหว้พระ ดังๆ จะทำให้วิญญาณ เหล่านั้น ได้ยินและได้รับกุศลนั้นไปด้วย เชื่อหรือไม่ว่าทุกครั้งที่ไหว้พระตอนดึก ขนจะลุกตลอดเวลา บางทีจะได้ยินเสียงแว่วๆแปลกๆ แต่เราไม่กลัว เพราะ ไม่กลัวผีมาแต่เด้กอยู่แล้ว และทุกครั้งที่สวดเสร็จจะแผ่เมตตาให้สรรพสัตว์ทั้งหมด ตั้งแต่สวรรค์ชั้นพรหมณ์ จน ถึงสัตว์นรกโลกันต์ด้วยหลังว่าญาติทั้งหลายของเราจะได้รับกุศลแห่งการภาวนานั้นไปด้วย นี่เลยเป็นอีกสาเหตุหนึ่งกระมังที่ทำให้ดวงของเราไม่เคยตกลงถึง 0 อาจมีช่วงตกบ้างแต่ก้ไม่ลำบากเพราะจะมีกัลยาณมิตร และ ผุ้อุปถัมภ์ ช่วยค้ำจุน ตลอดเวลา...เพราะ อานิสงแห่งบุญนี้เอง
ตัวเราเองก้ไม่ใช่ว่าจะไม่บาป แต่ตั้งแต่ที่ศึกษาเรื่องไครภูมิพระร่วงรู้สึกว่าเกิดความละอายต่อบาป มากขึ้น ทำบาปน้อยลงมาก ถ้าไม่จำเป้นจริงๆ จะไม่ทำเลย เพราะ บาปเก่าที่เราเคยสร้างไว้ อันได้แก่ ด่าว่าผู้มีพระคุณ และ ทำให้คนอื่นเสียใจและเสียทรัพยื ก้ทำให้เราต้องเสวยบาปเป้นสัตว์นรกต้องกินถ่านไฟ แกลบไฟ และ ลงดอกบัวเหล้กในทะเลน้ำกรดแล้ว...พอแล้ว เพียงพอแล้ว....หนักเกินไปแล้วเกินจะแบกแบกมันไว้จนเต็มบ่า...
เลยได้แต่หวังว่าการเขียนบทความนี้เพื่อตีพิมพืในบล็อกของเรา และ จะเอาไปลงในบล็อกเอ็กทีน เพื่อให้ผุ้อื่นได้อ่าน ด้วยกุศลจิตนี้ แม้จะมีผุ้อ่านแค่เพียงคนเดียว ก็ถือว่าเราได้เผยแผ่ บุญ.......อย่างน้อยก้คงทำให้คนที่อ่านฉุกคิดสักนิดกอนจะทำบาปนั้น.....
ปล......ขอให้บุญจงรักษาผุ้ปฎิบัติดีด้วยกุศลจิต ด้วยเถิด
edit @ 2007/04/08 20:01:12